Cryptocurrency คืออะไร? รวมข้อควรรู้สำคัญก่อนลงทุน

Cryptocurrency คืออะไร?

คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) คือกลุ่มของสกุลเงินดิจิทัลหรือสกุลเงินเสมือนที่ใช้การเข้ารหัสข้อมูลเพื่อความปลอดภัยและเป็นมาตรการต่อต้านการปลอมแปลงเงิน เหรียญคริปโตและโทเค็นจะถูกโอนระหว่างผู้ที่ใช้ ​Crypto Wallet ที่มีรหัสสาธารณะและรหัสส่วนตัวเพื่อใช้ในการทำธุรกรรม ธุรกรรมเหล่านั้นจะได้รับการตรวจสอบและบันทึกไว้บน Blockchain โดยเครือข่ายกระจายโหนดเพื่อให้ความโปร่งใสและความเป็นอิสระ

Cryptocurrency คือ?

เนื่องจากเหรียญคริปโตนั้นไม่ได้ยึดอยู่กับประเทศใดประเทศหนึ่ง มูลค่าของเหรียญจึงไม่ได้ถูกควบคุมโดยธนาคารกลาง แต่จะถูกกำหนดโดยอุปสงค์และอุปทานของตลาดแทน ด้วยเหตุนี้ บิทคอยน์ ซึ่งเป็นเหรียญคริปโตที่ใหญ่ที่สุดตามมูลค่าตลาดหรือตามมูลค่าเหรียญมักจะมีแนวโน้มราคาที่เหมือนกับโลหะมีค่าอย่างทองและเงินนั่นเอง

Techopedia จะมาอธิบายว่าสกุลเงินดิจิทัล หมายถึงอะไรกันแน่?

เงินดิจิตอลหรือเหรียญคริปโตนั้นต่างจากสกุลเงินดั้งเดิมที่ออกโดยรัฐบาล เพราะจะเป็นอิสระจากหน่วยงานต่างๆ โดยใช้เทคโนโลยีบ Blockchain แบบกระจายอำนาจเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมที่ปลอดภัย

Techopedia จะมาอธิบายว่าสกุลเงินดิจิทัล หมายถึงอะไรกันแน่?

Gavin Andresen หัวหน้าฝ่ายเทคนิคของ Bitcoin กล่าวกับ Forbes.com ว่าเหรียญคริปโตได้รับการออกแบบมาเพื่อนำ “สกุลเงินที่กระจายอำนาจของประชาชน” กลับมา ซึ่งหมายความว่าเหรียญคริปโตจะทำให้ธนาคารที่รวมศูนย์ไม่สำคัญอีกต่อไป เนื่องจากบิทคอยน์จะต้องเข้ารหัสข้อมูลทุกครั้งที่มีการโอนเหรียญ โดยผู้ใช้เหรียญแต่ละคนจึงมีรหัสสาธารณะและส่วนตัวเป็นของตนเอง

ธุรกรรมที่เกิดจากเหรียญคริปโตจะไม่เปิดเผยตัวตนและไม่สามารถติดตามได้ จึงทำให้เกิดช่องทางสำหรับการทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย เช่น การค้ายาเสพติด และการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย เนื่องจากเหรียญคริปโตไม่มีผู้รับผิดชอบส่วนกลาง ไม่มีการบังคับใช้กฎหมาย และผู้ให้บริการชำระเงินไม่ได้มีอำนาจควบคุม Bitcoin Wallet สำหรับนักลงทุนคริปโต การไม่เปิดเผยตัวตนที่ว่านี้ถือเป็นจุดแข็งสำคัญของตัวเทคโนโลยี แม้ว่าจะมีโอกาสเกิดการละเมิดกฎหมายก็ตาม เพราะ Cryptocurrency คือการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอำนาจจากสถาบันไปสู่บุคคลได้นั่นเอง

ประวัติฉบับย่อเกี่ยวกับคริปโตเคอเรนซี่

คอนเซ็ปต์ของเหรียญคริปโตนั้นต้องย้อนกลับไปในช่วงปี 1980 และ 1990 ตอนที่ผู้บุกเบิกอย่าง David Chaum ได้พัฒนาเงินดิจิตอลและเทคนิคการเข้ารหัสเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวในการทำธุรกรรม อย่างไรก็ตาม สกุลเงินดังกล่าวก็ไม่ได้รับความนิยมจนกระทั่ง Bitcoin เปิดตัวในปี 2009 โดยบุคคลนิรนามที่รู้จักกันในชื่อ Satoshi Nakamoto ยุคสมัยใหม่ของเหรียญคริปโตจึงเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น

วิสัยทัศน์ของ Nakamoto ถูกระบุไว้ใน Whitepaper ในชื่อ “Bitcoin: A Peer-to-Peer Electronic Cash System” ว่าเป็นการสร้างระบบนิเวศเพื่อการชำระเงินที่ดำเนินการโดยไม่ต้องใช้ตัวกลาง เช่น ธนาคารหรือรัฐบาล

เทคโนโลยี Blockchain ของ Bitcoin ได้เข้ามาแก้ปัญหาการจ่ายเงินซ้ำที่เกิดขึ้นกับเหรียญคริปโต ทำให้การทำธุรกรรมมีความปลอดภัยและโปร่งใสมากขึ้น โดย Blockchain จะทำหน้าที่ในการกระจายอำนาจผ่านเทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ที่บันทึกธุรกรรมทั้งหมดผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์และเพิ่มเป็นบล็อกที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขได้

หลังจากความสำเร็จของบิทคอยน์ก็มีเหรียญคริปโตทางเลือกมากมายที่เรียกกันว่า “Altcoin” เริ่มปรากฏให้เห็นในตลาด เช่น Litecoin ที่สร้างขึ้นในปี 2011 โดย Charlie Lee อดีตวิศวกรของ Google ซึ่งทำให้ทำธุรกรรมได้รวดเร็วขึ้นและเปิดตัวอัลกอริทึมการขุดเหรียญคริปโตนอกจากบิทคอยน์ ส่วน Ethereum เปิดตัวในปี 2015 โดย Vitalik Buterin ที่ได้นำสัญญาอัจฉริยะมาใช้งานเพื่อให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอพพลิเคชันแบบกระจายอำนาจ (dApp) บน Blockchain

ตลาดคริปโตมีการเติบโตและมีการหาโอกาสทำกำไรอย่างมหาศาลในช่วงตลาดขาขึ้นในปี 2017 โดยราคาบิทคอยน์สูงถึงเกือบ 20,000 ดอลลาร์ และ Altcoin ก็มักจะเคลื่อนไหวตามแนวโน้มบิทคอยน์ อย่างไรก็ตาม การปรับฐานของตลาดในเวลาต่อมาก็ได้เน้นย้ำให้เห็นถึงความผันผวนและการหาโอกาสทำกำไรจากเหรียญคริปโตอยู่ไม่น้อย

Bitcoin แตะระดับสูงสุดที่ 69,000 ดอลลาร์ในปี 2021 และร่วงลงต่ำกว่า 16,000 ดอลลาร์ในช่วงปลายปี 2022 เนื่องจากการล่มสลายของกระดานแลกเปลี่ยนหลักๆ หลายแห่งที่ทำให้ตลาดถดถอยลง อย่างไรก็ตาม เหรียญดังกล่าวสามารถทำจุด All Time High สูงกว่า 73,000 ดอลลาร์ไปเมื่อเดือนมีนาคม 2024 ตามข้อมูลจาก CoinMarketCap

แม้ว่าราคาจะผันผวนเป็นบางครั้งและมีความท้าทายด้านข้อบังคับบ้าง แต่ระบบนิเวศของคริปโตคือการมุ่งเน้นพัฒนาและเติบโตอย่างต่อเนื่อง นวัตกรรมใหม่ๆ เช่น การเงินแบบกระจายอำนาจ (DeFi), โทเค็นที่ไม่สามารถทดแทนกันได้ (NFT), และการทำงานร่วมกันของ Blockchain ก็ได้ทำให้ยูทิลิตี้และการใช้งานที่เป็นไปได้ของเหรียญคริปโตมีเพิ่มมากขึ้น นอกจากการเป็นเงินสดในรูปแบบดิจิทัลทั่วไป

ตอนนี้ตลาดคริปโตมีสินทรัพย์ดิจิทัลกว่าหลายพันรายการ โดยแต่ละสินทรัพย์ก็มีฟีเจอร์เฉพาะ กรณีการใช้งาน และคอมมิวนิตี้เป็นของตัวเอง ซึ่งประกอบไปด้วยเหรียญที่เน้นความเป็นส่วนตัวอย่าง Monero ไปจนถึงเหรียญที่ใช้ภายในแพลตฟอร์มอย่าง Binance Coin ความหลากหลายของสกุลเงินดิจิทัล คือการสะท้อนให้เห็นถึงการนำไปใช้และการทดลองที่เพิ่มขึ้นภายในระบบนิเวศคริปโตนั่นเอง

เหรียญคริปโตทำงานอย่างไร?

เหรียญคริปโตทำงานอย่างไร?

Cryptocurrency คือการทำงานที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain เป็นหัวใจสำคัญ การทำความเข้าใจวิธีการทำงานของเหรียญคริปโต07’เกี่ยวข้องกับการเข้าใจความซับซ้อนของ Blockchain เช่นเดียวกับคอนเซ็ปต์หลัก เช่น การขุด การกระจายอำนาจ และความปลอดภัยในการเข้ารหัส

Blockchain

เทคโนโลยี Blockchain ทำหน้าที่เป็นกระดูกสันหลังขอเหรียญคริปโตส่วนใหญ่ โดยให้ความโปร่งใส ความปลอดภัย และระบบกระจายอำนาจสำหรับการบันทึกและตรวจสอบธุรกรรม พูดง่ายๆ ได้ว่า Blockchain เป็นฐานข้อมูลแบบกระจายอำนาจที่ประกอบด้วยบล็อกข้อมูลที่เชื่อมโยงเข้าด้วยกันตามลำดับ รวมตัวกันจนกลายเป็นโซ่หรือเชนที่เชื่อมถึงกัน

แต่ละบล็อกในเชนจะประกอบด้วยชุดธุรกรรม พร้อมด้วยแฮชการเข้ารหัสของบล็อกก่อนหน้าและ Timestamp โครงสร้างดังกล่าวทำให้ทุกธุรกรรมมีการเชื่อมโยงแบบเข้ารหัสกับธุรกรรมก่อนหน้าผ่านบันทึกป้องกันการปลอมแปลง

ความปลอดภัยของการเข้ารหัส

เหรียญคริปโตอาศัยการเข้ารหัสเพื่อให้ได้มาซึ่งความปลอดภัยและความสมบูรณ์ของธุรกรรม การเข้ารหัสคีย์สาธารณะจะถูกใช้เพื่อสร้างคู่ของคีย์เข้ารหัส โดยรหัสสาธารณะจะทำหน้าที่เป็นที่อยู่ของ Crypto Wallet เพื่อรับเงิน และรหัสส่วนตัวซึ่งเจ้าของ Crypto Wallet จะต้องเก็บเป็นความลับจะต้องใช้เพื่ออนุมัติธุรกรรมที่อนุญาตให้มีการโอนเงิน

เมื่อเกิดการทำธุรกรรมขึ้น ธุรกรรมดังกล่าวจะถูกส่งไปยังเครือข่าย Blockchain และตรวจสอบโดยเครือข่ายของระบบคอมพิวเตอร์อย่างโหนดผ่านกระบวนการที่เรียกว่าฉันทามติ เมื่อตรวจสอบแล้ว ธุรกรรมจะรวมอยู่ในบล็อกและเพิ่มลงใน Blockchain การใช้ลายมือชื่อดิจิทัลและกลไกฉันทามติ เช่น Proof of Work (PoW) หรือ Proof of Stake (PoS) จะทำให้มั่นใจได้ว่ามีเพียงธุรกรรมที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นที่จะได้รับการยอมรับและบันทึกไว้บน Blockchain

กลไกฉันทามติและการขุดเหรียญ

การขุดเป็นกระบวนการที่มีการเพิ่มธุรกรรมใหม่บน Blockchain และเหรียญคริปโตใหม่จะถูกสร้างขึ้นในระบบ Proof of Work เช่น ระบบที่ใช้โดยบิทคอยน์ นักขุดต้องแข่งขันกันเพื่อแก้ปริศนาทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนเพื่อตรวจสอบธุรกรรมและสร้างบล็อกใหม่ ซึ่ง Cryptocurrency คือรางวัลที่พวกเขาจะได้รับ กระบวนการดังกล่าวต้องใช้พลังในการคำนวณและพลังงานอย่างมาก แต่ก็เพื่อรักษาความปลอดภัยเครือข่ายและสร้างแรงจูงใจในการขุดนั่นเอง

กลไกฉันทามติอื่น ๆ เช่น Proof of Stake จะเป็นการตรวจสอบธุรกรรมของผู้เข้าร่วมเครือข่ายที่ล็อคเหรียญคริปโตไว้บน Blockchain โดยจะผู้ตรวจสอบเหล่านี้หรือ “ผู้ Stake” จะถูกเลือกตามจำนวนเหรียญคริปโตที่ถือเอาไว้และจะได้รับรางวัลเป็นค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมหรือเหรียญที่สร้างขึ้นใหม่สำหรับการเข้าร่วมเครือข่าย

การกระจายอำนาจและการทำธุรกรรมแบบเพียร์ทูเพียร์

หนึ่งในฟีเจอร์สำคัญของ Cryptocurrency คือการกระจายอำนาจ ซึ่งหมายความว่าจะดำเนินการโดยไม่มีตัวกลางใดๆ แต่เครือข่ายของนักขุดหรือโหนดจะควบคุมเครือข่ายแทน และธุรกรรมจะเป็นแบบเพียร์ทูเพียร์โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติหรืออาศัยหน่วยงานอื่น เช่น ธนาคารหรือผู้ให้บริการชำระเงิน

สัญญาอัจฉริยะและ DeFi

ในขณะที่เหรียญคริปโตถูกพัฒนามาเพื่อแลกเปลี่ยนในตอนต้น แต่ยูทิลิตี้ของเหรียญก็ได้ขยายการทำงานที่สามารถตั้งโปรแกรมได้ผ่านสัญญาอัจฉริยะ ซึ่งเป็นสัญญาที่เขียนด้วยตนเองซึ่งทำงานบน Blockchain ที่เข้ากันได้ โดยข้อกำหนดของสัญญาจะถูกเขียนเป็นโค้ด จึงทำให้สัญญาอัจฉริยะเปิดใช้งานโดยอัตโนมัติและเขียนข้อตกลงที่เชื่อถือได้ พร้อมทำให้รองรับแอพพลิเคชันได้มากมาย นอกเหนือจากการทำธุรกรรมแบบเพียร์ทูเพียร์ธรรมดา

สัญญาอัจฉริยะและ DeFi

การเงินแบบกระจายอำนาจ (DeFi) เป็นหนึ่งในแอพพลิเคชันที่ใช้ประโยชน์จากสัญญาอัจฉริยะเพื่อสร้างเครื่องมือทางการเงินแบบกระจายอำนาจ เช่น สินเชื่อหรือสินทรัพย์แบบโทเค็นที่สามารถแลกเปลี่ยนบนกระดานแลกเปลี่ยนได้

สกุลเงินดิจิตอล vs. สกุลเงินดั้งเดิม

การเกิดขึ้นของเหรียญคริปโตได้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงกันเกี่ยวกับบทบาทและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเงินเฟียตดั้งเดิมที่ออกโดยรัฐบาล แม้ว่าสกุลเงินทั้งสองจะมีความคล้ายคลึงกันในฐานะตัวกลางในการแลกเปลี่ยน แต่ก็ยังแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างที่สำคัญในแง่ของการกระจายอำนาจ ความปลอดภัย และการทำงานอยู่

การกระจายอำนาจความปลอดภัยความโปร่งใสการทำธุรกรรมข้ามพรมแดนความผันผวน

การกระจายอำนาจ

Cryptocurrency

ทำงานบนเครือข่าย Blockchain แบบกระจายอำนาจ

สกุลเงินดั้งเดิม

รวมศูนย์ ออกและควบคุมโดยรัฐบาล

ความปลอดภัย

Cryptocurrency

เพิ่มความปลอดภัยด้วยการเข้ารหัส

สกุลเงินดั้งเดิม

อาศัยตัวกลาง เสี่ยงต่อการฉ้อโกง

ความโปร่งใส

Cryptocurrency

ธุรกรรมจะถูกบันทึกไว้ในเทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทสาธารณะเพื่อเพิ่มความไว้วางใจ

สกุลเงินดั้งเดิม

กระบวนการมักจะดำเนินการโดยไม่ชัดเจนผ่านตัวกลาง

การทำธุรกรรมข้ามพรมแดน

Cryptocurrency

สามารถทำธุรกรรมข้ามพรมแดนโดยไม่ต้องแปลงสกุลเงิน

สกุลเงินดั้งเดิม

อาจต้องใช้ตัวกลางและแปลงสกุลเงิน

ความผันผวน

Cryptocurrency

ขึ้นชื่อเรื่องความผันผวนระดับสูงจากปัจจัยต่างๆ

สกุลเงินดั้งเดิม

โดยทั่วไปมีความเสถียรมากกว่าการกำกับดูแลของหน่วยงาน

คุณสมบัติของ Cryptocurrency

เหรียญคริปโตมีฟีเจอร์มากมายที่ทำให้มีความแตกต่างจากเงินเฟียต และมีส่วนทำให้ความนิยมและมีการนำไปใช้เพิ่มมากขึ้น

  • การกระจายอำนาจ: ด้วยการดำเนินการบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบกระจายอำนาจ จึงไม่มีหน่วยงานใดที่สามารถควบคุมเหรียญคริปโตได้ เพิ่มความโปร่งใส ไม่มีการเซ็นเซอร์ และทำให้เกิดอธิปไตยทางการเงิน
  • ความโปร่งใส: เหรียญคริปโตใช้เทคโนโลยี Blockchain เพื่อให้บันทึกธุรกรรมที่โปร่งใสและเข้าถึงได้โดยทั่วไป ทุกธุรกรรมจะถูกบันทึกไว้ในเทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ ดังนั้นผู้ใช้ทุกคนสามารถตรวจสอบความสมบูรณ์ของธุรกรรมโดยไม่ต้องพึ่งพาตัวกลาง
  • ความปลอดภัย: เหรียญคริปโตใช้การเข้ารหัสเพื่อรับรองความปลอดภัยและความสมบูรณ์ของธุรกรรม
  • การที่ไม่สามารถแก้ไขได้: เมื่อธุรกรรมถูกบันทึกบน Blockchain ธุรกรรมนั้นจะไม่สามารถแก้ไขและเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของการฉ้อโกงและเพิ่มแนวทางการตรวจสอบที่เชื่อถือได้สำหรับธุรกรรมทางการเงิน
  • การเข้าถึงตลอด 24 ชั่วโมง: เหรียญคริปโตทำงานบนเครือข่ายกระจายอำนาจระดับโลกที่สามารถเข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน แตกต่างจากระบบการเงินแบบดั้งเดิมที่ถูกจำกัดเวลาทำการ

สกุลเงินดิจิทัลมีกี่ประเภท อะไรบ้าง?

นับตั้งแต่บิทคอยน์เปิดตัวในปี 2009 ก็มี Altcoin และเหรียญคริปโตอีกหลายประเภทที่ได้เปิดตัวในตลาด แต่ละประเภทก็มาพร้อมฟีเจอร์ กรณีการใช้งาน และฟังก์ชันการทำงานของตัวเองที่แตกต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น:

Utility Token (โทเค็นเพื่อการใช้ประโยชน์)

Utility Token (โทเค็นเพื่อการใช้ประโยชน์)Utility token เป็นเหรียญคริปโตที่ทำมาเพื่อวัตถุประสงค์หรือฟังก์ชันเฉพาะบน Blockchain เช่น การเข้าถึงผลิตภัณฑ์หรือบริการ การมีส่วนร่วมในการกำกับดูแล หรือการใช้เป็นสิ่งจูงใจให้ผู้เข้าร่วมเครือข่าย ตัวอย่างได้แก่ โทเค็น LINK ของ Chainlink ซึ่งอำนวยความสะดวกในการถ่ายโอนข้อมูลระหว่างสัญญาอัจฉริยะและแหล่งข้อมูลภายนอก และโทเค็น UNI ของ Uniswap ซึ่งให้สิทธิ์ในการลงคะแนนเสียงแก่ผู้ใช้และใช้เป็นส่วนลดค่าธรรมเนียมบน Decentralized Exchange ของ Uniswap

Privacy Coin (เหรียญเพื่อความเป็นส่วนตัว)

Privacy Coin (เหรียญเพื่อความเป็นส่วนตัว)Privacy Coin ให้ความสำคัญไปที่การไม่เปิดเผยตัวตนและการรักษาความลับในการทำธุรกรรมโดยใช้การเข้ารหัสขั้นสูงเพื่อซ่อนรายละเอียดการทำธุรกรรมและข้อมูลระบุตัวตนของผู้ใช้ ตัวอย่างของเหรียญเหล่านี้ ได้แก่ Monero (XMR), Zcash (ZEC) และ Dash (DASH)

Security Token (โทเค็นเพื่อการเปลี่ยนหลักทรัพย์ทางการเงิน)

Security Token แสดงถึงความเป็นเจ้าของหรือการลงทุนในสินทรัพย์ในโลกจริง เช่น หุ้น อสังหาริมทรัพย์ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเปิดให้เทรดบนแพลตฟอร์ม Blockchain ตัวอย่างของเหรียญเหล่านี้ ได้แก่ หุ้นโทเค็น โทเค็นที่ได้รับการสนับสนุนจากอสังหาริมทรัพย์ และ Digital Bond

Stablecoin (เหรียญที่มีมูลค่าคงที่)

Stablecoin (เหรียญที่มีมูลค่าคงที่)Stablecoin คือเหรียญคริปโตที่ออกแบบมาเพื่อรักษาความเสถียรของราคาโดยการยึดมูลค่ากับสินทรัพย์อื่น เช่น เงินเฟียตอย่างสกุลเงินดอลลาร์หรือยูโร ไปจนถึงสินค้าโภคภัณฑ์ เหรียญเหล่านี้มอบวิธีการที่เชื่อถือได้ในการโอนคุณค่าและป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนในตลาดคริปโต เหรียญที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่ Tether (USDT) และ USD Coin (USDC)

CBDC (เหรียญคริปโตของธนาคารกลาง)

CBDC (เหรียญคริปโตของธนาคารกลาง)CBDC เป็นเหรียญคริปโตที่ออกและควบคุมโดยธนาคารกลาง ซึ่งเป็นเหรียญดิจิทัลของเงินเฟียตที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ประเทศที่กำลังพัฒนาหรือเริ่มนำ CBDC ไปใช้งานจริง ได้แก่ จีน (หยวนดิจิทัล) และประเทศในสหภาพยุโรป (ยูโรดิจิทัล)

คำศัพท์เกี่ยวกับเหรียญคริปโตที่ควรรู้

ตลาดคริปโตมีศัพท์เฉพาะที่เชื่อมโยงกับวิธีดำเนินการ รวมถึงตัวย่อต่างๆ ที่มีการใช้งานบนคอมมิวนิตี้ที่คึกคักบนอินเทอร์เน็ต ต่อไปนี้คือคำศัพท์พื้นฐานที่คุณควรทำความคุ้นเคยเอาไว้:

Crypto Wallet

Crypto Wallet

เครื่องมือดิจิทัลที่ใช้ในการเก็บเหรียญคริปโตของคุณ เพื่อให้เข้าถึงเพื่อจัดการ ส่ง และรับเหรียญและโทเค็น

Cold Storage

Cold Storage

เป็นวิธีการเก็บเหรียญคริปโตแบบออฟไลน์ใน Hardware Wallet หรือ Paper Wallet ซึ่งไม่ต้องใช้อุปกรณ์ที่ต้องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกแฮ็กหรือถูกขโมยข้อมูล

สัญญาอัจฉริยะ

สัญญาอัจฉริยะ

การเขียนสัญญาด้วยตนเองโดยเงื่อนไขข้อตกลงจะถูกเขียนลงเป็นโค้ด ทำให้สามารถดำเนินการตามข้อตกลงบน Blockchain ได้โดยอัตโนมัติและไม่ต้องพึ่งพาตัวกลาง

ค่าแก๊ส

ค่าแก๊ส

เป็นหน่วยในการวัดราคาที่แสดงถึงค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้ในการทำธุรกรรมหรือค่าธรรมเนียมของสัญญาอัจฉริยะบน Ethereum Blockchain

Fork

Fork

เป็นการแยกใน Blockchain ที่ส่งผลให้มีการแยกออกมาเป็นสองเวอร์ชันด้วยกัน อาจเกิดขึ้นได้จากการเปลี่ยนแปลงกฎของโปรโตคอล (Hard Fork) หรือความขัดแย้งระหว่างผู้เข้าร่วม (Soft Fork)

Altcoin

Altcoin

เหรียญคริปโตทุกสกุลที่ไม่ใช่ Bitcoin ซึ่งมักใช้เพื่อพูดถึงสินทรัพย์ดิจิทัลที่เป็นทางเลือกหรือใหม่

โทเคโนมิกส์

โทเคโนมิกส์

เป็นโมเดลทางเศรษฐกิจและกลไกของเหรียญคริปโตหรือโทเค็น รวมถึงปัจจัยต่างๆ เช่น การกระจายโทเค็น อัตราการเฟ้อของเหรียญ กลไกการกำกับดูแล และยูทิลิตี้ภายในระบบนิเวศ

โทเค็นที่ไม่สามารถทดแทนกันได้ (NFT)

โทเค็นที่ไม่สามารถทดแทนกันได้ (NFT)

เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลพิเศษซึ่งแสดงถึงความเป็นเจ้าของหรือหลักฐานพิสูจน์ความถูกต้องของสินค้าหรือคอนเทนต์เฉพาะบน Blockchain

การระดมทุน ICO

การระดมทุน ICO

เป็นวิธีการระดมทุนซึ่งบริษัทหรือโปรเจกต์มอบโทเค็นให้กับนักลงทุนเพื่อแลกกับเหรียญคริปโต ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เพื่อเป็นเงินทุนในการพัฒนาและการดำเนินการ

Centralized Exchange (CEX)

Centralized Exchange (CEX)

เป็นแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนที่ดำเนินการโดยหน่วยงานแบบรวมศูนย์ ซึ่งผู้ใช้สามารถเทรดเหรียญคริปโตและเงินเฟียต โดยกระดานแลกเปลี่ยนทำหน้าที่เป็นตัวกลาง

Decentralized Exchange (DEX)

Decentralized Exchange (DEX)

แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนที่ทำงานโดยไม่ต้องมีตัวกลาง เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถเทรดเหรียญคริปโตได้โดยตรงผ่านสัญญาอัจฉริยะ

องค์กร DAO

องค์กร DAO

องค์กรที่อยู่ภายใต้สัญญาอัจฉริยะและกลไกการตัดสินใจแบบกระจายอำนาจ เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนสามารถลงคะแนนเสียงในข้อเสนอและการจัดการทรัพยากรโดยไม่ถูกควบคุมแบบรวมศูนย์

วาฬ

วาฬ

บุคคลหรือนิติบุคคลที่ถือครองเหรียญคริปโตในจำนวนที่มากเพียงพอ พวกเขาอาจมีอิทธิพลต่อราคาเหรียญตลาดผ่านการเทรดหรือการทำธุรกรรมขนาดใหญ่ได้

ความกลัวพลาด (FOMO)

ความกลัวพลาด (FOMO)

ความกลัวพลาดผลกำไรที่อาจทำได้นำไปสู่การตัดสินใจลงทุนที่ไม่ยั้งคิดหรือไร้เหตุผล

HODL

HODL

เป็นคำที่สะกดผิดมาจากคำว่า “hold” และเป็นตัวย่อจากวลี “Hold On to Dear Life” ซึ่งหมายถึงกลยุทธ์การถือเหรียญจากการลงทุนในระยะยาวแม้ว่าราคาจะผันผวนในระยะสั้นก็ตาม

ศึกษาหาข้อมูลการลงทุนด้วยตัวเอง (DYOR)

ศึกษาหาข้อมูลการลงทุนด้วยตัวเอง (DYOR)

ตัวย่อ DYOR เน้นถึงความสำคัญของการดำเนินการศึกษาเหรียญอย่างละเอียดและความรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน

การป้องกันการฟอกเงิน (AML)

การป้องกันการฟอกเงิน (AML)

เป็นข้อบังคับในกระดานแลกเปลี่ยนคริปโตและสถาบันการเงินเพื่อตรวจสอบตัวตนของลูกค้าเพื่อการป้องกันการฟอกเงินและการฉ้อโกง

การป้องกันการฟอกเงิน (AML)

การป้องกันการฟอกเงิน (AML)

ข้อบังคับที่มุ่งตรวจหาและป้องกันการใช้เหรียญคริปโตสำหรับการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น การฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย

การทำความเข้าใจคำศัพท์เหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถเข้าถึงโลกของเหรียญคริปโตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำการตัดสินใจลงทุนอย่างมีข้อมูลในตลาดที่มีการผันผวนอย่างรวดเร็วแบบนี้ โปรดเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับคำศัพท์เหล่านี้และคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับเหรียญคริปโตอื่นๆ ได้ในพจนานุกรมของ Techopedia

ข้อดีและข้อเสียของ Cryptocurrency คืออะไรบ้าง?

ข้อดี

  • การกระจายอำนาจ
  • ความโปร่งใส
  • ความปลอดภัย
  • การเข้าถึงบริการทางการเงิน
  • ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมถูก
  • ธุรกรรมข้ามพรมแดน
  • การเข้าถึง
  • นวัตกรรมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
  • โอกาสในการลงทุน โอกาสทำเงินสูงและสามารถกระจายความเสี่ยงได้
  • ความเป็นส่วนตัวและการไม่เปิดเผยตัวตน

ข้อด้อย

  • ความไม่แน่นอนด้านข้อบังคับ
  • ความผันผวนของตลาด
  • ความเสี่ยงต่อการถูกแฮ็กและการโจมตีทางไซเบอร์
  • ขาดการคุ้มครองนักลงทุน
  • มีโอกาสถูกฉ้อโกงและถูกหลอก
  • ให้ประสบการณ์ที่ซับซ้อนในการจัดการรหัส Crypto Wallet และการโอนเหรียญ
  • มีโอกาสที่ตลาดจะถูกปั่น
  • ใช้พลังงานสูงในการรันโหนดคอมพิวเตอร์
  • ความท้าทายในการทำงานร่วมกันและการใช้งาน
  • ไม่สามารถย้อนการทำธุรกรรมได้

ข้อกังวลด้านกฎหมายเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล มีอะไรบ้าง?

แม้ว่าเหรียญคริปโตจะมาพร้อมกับนวัตกรรม การกระจายความเสี่ยง และการเข้าถึงบริการทางการเงิน แต่ก็ยังมาพร้อมกับความท้าทายทางกฎหมายและข้อบังคับที่ซับซ้อนที่ต้องจัดการเพื่อดึงศักยภาพสูงสุดของเหรียญเหล่านี้

ความไม่แน่นอนด้านข้อบังคับการปฏิบัติตามข้อบังคับการเก็บภาษีการคุ้มครองผู้ลงทุนการรักษาความปลอดภัยและการดูแลปัญหาด้านเขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

ความไม่แน่นอนด้านข้อบังคับ

รัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลหลายแห่งทั่วโลกยังคงติดปัญหาในการจำแนกและควบคุมเหรียญคริปโต ทำให้เกิดข้อบังคับและแนวปฏิบัติไม่สอดคล้องกัน อาจส่งผลให้เกิดความสับสนให้กับธุรกิจและบุคคลที่อยู่ในตลาดคริปโต และอาจทำให้มีการนำไปใช้จริงน้อยลง

การปฏิบัติตามข้อบังคับ

ธุรกรรมที่เกิดจากเหรียญคริปโตเกี่ยวข้องกับข้อกังวลด้านการฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ก่อการร้าย และการกระทำที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากลักษณะการไม่เปิดเผยตัวตน เป็นผลให้หน่วยงานกำกับดูแลได้กำหนดข้อบังคับ AML และ KYC บนกระดานแลกเปลี่ยนคริปโตและผู้ให้บริการเพื่อลดความเสี่ยงลง

การเก็บภาษี

เหรียญคริปโตอาจต้องเสียภาษีกำไรจากการขายหุ้น ภาษีเงินได้ หรือการเก็บภาษีในรูปแบบอื่น ขึ้นอยู่กับเขตอำนาจศาล อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีคริปโตอาจนำเกิดปัญหาในการบังคับใช้ เนื่องจากตัวเทคโนโลยีมีการกระจายอำนาจและไร้ขอบเขต ซึ่งนำไปสู่ปัญหาการหลีกเลี่ยงภาษีและการบังคับใช้ข้อบังคับ

การคุ้มครองผู้ลงทุน

เนื่องจากมีการหลอกลวง การฉ้อโกง และการปั่นตลาดอย่างแพร่หลาย นักลงทุนจึงอาจเสี่ยงต่อการถูกแสวงหาประโยชน์และอาจเกิดการสูญเสียได้ ทางหน่วยงานกำกับดูแลจึงให้ความสำคัญกับการดำเนินการตามมาตรการมากขึ้น เช่น กำหนดให้มีการเปิดเผยตัวตน กำหนดข้อจำกัดทางการค้า และการบังคับใช้มาตรการต่อต้านการฉ้อโกง

การรักษาความปลอดภัยและการดูแล

กระดานแลกเปลี่ยนคริปโตและ Crypto Wallet เป็นเป้าหมายหลักสำหรับเหล่าแฮกเกอร์และอาชญากรไซเบอร์ที่พยายามเข้ามาขโมยเงินหรือทำให้ข้อมูลผู้ใช้ตกอยู่ในอันตราย การพิจารณาถึงขอบเขตการรับผิดชอบและการกู้คืนสินทรัพย์จึงอาจเป็นเรื่องที่ท้าทายได้ เนื่องจากการกระจายอำนาจของเหรียญคริปโต

ปัญหาด้านเขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

เนื่องจากเหรียญคริปโตเข้าถึงได้ทั่วโลก ปัญหาทางกฎหมาย เช่น ข้อพิพาทเขตอำนาจศาล ธุรกรรมข้ามพรมแดน และความขัดแย้งทางกฎหมาย อาจเกิดขึ้นได้ ส่งผลให้การปฏิบัติตามข้อบังคับและการบังคับใช้กฎระเบียบมีความซับซ้อนขึ้น

ความเสี่ยงของการลงทุนใน Cryptocurrency คืออะไร?

การลงทุนใน ​Cryptocurrency คือโอกาสทำกำไรที่สำคัญ แต่ก็มีความเสี่ยงที่นักลงทุนควรพิจารณาอย่างรอบคอบด้วยเช่นกัน

ความผันผวนของตลาด

ความผันผวนของตลาด

ราคาเหรียญคริปโตมีความผันผวนสูง อาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและไม่อาจคาดการณ์ได้ ซึ่งนำไปสู่การทำกำไรหรือขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญภายในเวลาสั้นๆ เหรียญคริปโตจำนวนมากเป็นสินทรัพย์ที่มีการหาโอกาสทำกำไรสูง โดยมูลค่าของเหรียญจะถูกขับเคลื่อนโดยความรู้สึกของนักลงทุน กระแสความนิยม และการหาโอกาสทำกำไร มากกว่าปัจจัยพื้นฐานหรือมูลค่าที่แท้จริงของเหรียญ

การสูญเสียรหัสส่วนตัว

การสูญเสียรหัสส่วนตัว

การสูญเสียหรือถูกขโมยรหัสส่วนตัวของจาก Crypto Walle อาจส่งผลให้สูญเสียเหรียญไปอย่างถาวร เนื่องจากยังไม่มีกลไกในการกู้คืนรหัส

ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์

ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์

กระดานแลกเปลี่ยนคริปโต, Crypto Wallet, และผู้ให้บริการอื่นๆ มักตกเป็นเป้าหมายของแฮกเกอร์และอาชญากรไซเบอร์บ่อยครั้ง เนื่องจากมีโอกาสที่จะขโมยเหรียญได้มหาศาลและสามารถทำธุรกรรมด้วยเหรียญคริปโตโดยใช้นามแฝงได้

การขาดกฎระเบียบ

การขาดกฎระเบียบ

ตลาดคริปโตขาดกฎระเบียบที่ครอบคลุมเมื่อเทียบกับตลาดการเงินดั้งเดิม ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนมีความเสี่ยง เช่น การปั่นตลาด การฉ้อโกง และมาตรการคุ้มครองนักลงทุนที่มีไม่เพียงพอ นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ การเริ่มบังคับใช้ หรือการสั่งแบนของรัฐบาลก็สามารถขัดขวางกิจกรรมภายในตลาดและส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้

การปั่นตลาด

การปั่นตลาด

ตลาดคริปโตมีความอ่อนไหวต่อการถูกควบคุมโดยเหล่าวาฬ แผนปั่นราคาแล้วขายทิ้ง การฉ้อโกง ตลาดที่มีสภาพคล่องต่ำ ปริมาณการซื้อขายที่ต่ำ และการขาดการกำกับดูแลด้านกฎระเบียบ ทำให้ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถปั่นราคาและหลอกลวงนักลงทุนได้ง่ายขึ้น

ความเสี่ยงทางเทคโนโลยี

ความเสี่ยงทางเทคโนโลยี

เหรียญคริปโตและเทคโนโลยี Blockchain ยังอยู่ในช่วงพัฒนา และยังมีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับตัวเทคโนโลยีอยู่ เช่น จุดบกพร่องของซอฟต์แวร์ ฉันทามติของเครือข่ายที่ความล้มเหลว ช่องโหว่ของโปรโตคอล และข้อบกพร่องของสัญญาอัจฉริยะ

การขาดสภาพคล่อง

การขาดสภาพคล่อง

เหรียญคริปโตอาจมีสภาพคล่องต่ำ โดยเฉพาะเหรียญขนาดเล็กหรือเหรียญที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก ซึ่งทำให้มีค่าสเปรดกว้างขึ้น ความต่างระหว่างราคาซื้อขาย และความยากในการทำธุรกรรมขนาดใหญ่ อาจส่งผลให้เกิดการขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญต่อการเทรดในช่วงที่มีความผันผวนสูง

การเทขายเหรียญและแชร์ลูกโซ่

การเทขายเหรียญและแชร์ลูกโซ่

ตลาดคริปโตมีการหลอกลวงมากมายรวมถึง ​Rug Pull, การแชร์ลูกโซ่, และโปรเจกต์ปลอมที่ให้ผลตอบแทนสูงแต่สุดท้ายก็หายไป ส่งผลให้นักลงทุนขาดทุนเป็นจำนวนมาก

อนาคตของ Cryptocurrency คืออะไร?

แม้จะมีความท้าทายและความไม่แน่นอนอยู่บ้าง แต่การยอมรับจากสถาบันที่เพิ่มขึ้น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการยอมรับโดยทั่วไปก็กำลังปูทางไปสู่การทำให้ตลาดคริปโตเป็นนวัตกรรมและขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้

โดยอนาคตของเหรียญคริปโตนั้นจะขึ้นอยู่กับขอบเขตความสนใจของนักลงทุนที่ต่อเนื่อเพียงพอ และเทคโนโลยี Blockchain สามารถแอพพลิเคชันได้หลากหลาย นอกจากการลงทุนในเหรียญคริปโตเพียงอย่างเดียวหรือไม่

บทสรุป – Cryptocurrency คืออะไร?

Cryptocurrency คือวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีที่สำคัญในโลกการเงิน พร้อมมอบโอกาสทำเงินให้กับนักลงทุน ผู้ใช้ และผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงตลาดที่มีความผันผวนนี้ด้วยความระมัดระวัง ความรอบคอบ และความเข้าใจถึงความซับซ้อนและความเสี่ยงอย่างแท้จริงถือเป็นสิ่งสำคัญ

คำถามที่พบบ่อย

อธิบายง่ายว่าๆ Cryptocurrency คืออะไร?

เหรียญคริปโตเป็นการลงทุนที่ดีหรือไม่?

เหรียญคริปโตเป็นเงินจริงหรือไม่?

เหรียญคริปโตน่าซื้อตอนนี้คืออะไร?

เหรียญคริปโตเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยหรือไม่?